Archive for the อิทธิพลของอินเตอร์เน็ต Category

ดนตรีกับการพัฒนามนุษย์

%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a9%e0%b8%a2%e0%b9%8c

ดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ช่วยให้การประสานงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงความสามารถทางการเห็นและการได้ยินดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีส่วนเสริมสร้างสมาธิ ความจำ เชาว์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์อื่นๆได้อีกด้วย

ดนตรีนอกจากจะช่วยทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินอารมณ์ผ่อนคลายความเครียดได้แล้วการให้เด็กได้ใกล้ชิดสัมผัสกับดนตรีตั้งแต่เล็กนั้นก็จะช่วยพัฒนาศักยภาพ ของเด็กในหลายๆด้าน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ทั้งนี้ดนตรีนั้นมีประโยชน์และสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพต่างๆด้วยกัน คือ

  1. ช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านบุคลิกภาพและความเป็นตัวตนเหมือนเป็นสื่อกลางที่ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและความเป็นตัวตนให้บุคคลนั้นมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำและกล้าแสดงออกทำให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น
  2. ช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านอารมณ์ซึ่งในเพลงแต่ละเพลงนั้นต่างก็มีลักษณะหรือเอกลักษณ์ของดนตรีที่แตกต่างกันออกไป เพลงที่มีทำนองและจังหวะช้าๆนั้น ทำให้รู้สึกสงบ มีสมาธิและผ่อนคลาย เพลงที่มีทำนองและจังหวะเร็วๆ ช่วยทำให้อารมณ์ครึกครื้น
  3. ช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านสติปัญญา หากมีการใช้ดนตรีตั้งแต่วัยเด็กจะยิ่งเพิ่มศักยภาพของสมองของเด็กได้ดีมากขึ้นด้วย นอกจากนี้แล้วดนตรียังช่วยทำให้มีการคิดอย่างเป็นระบบ และช่วยในเรื่องของความจำอีกด้วย หากให้เด็กได้มีกิจกรรมด้านดนตรีควบคู่ไปกับการเรียนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง ฟังเพลงที่ชอบ หรือเล่นเครื่องดนตรีที่สนใจ สิ่งเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนในวิชาต่างๆเพิ่มสูงขึ้น เพราะว่าดนตรีจะช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างความมีเหตุมีผลกับจินตนาการ ซึ่งจะส่งผลให้การคิดวิเคราะห์ได้ผลดียิ่งขึ้น

 

จะเห็นได้ว่าดนตรีนั้นมีประโยชน์มากมายนอกจากที่กล่าวมานี้ ดนตรียังสามารถนำไปใช้ในสถานพยาบาลหรือหน่อยงานต่างๆ ได้อีกด้วย หรือที่เรียกกันว่าคนตรีบำบัดนั้นเอง

การนำดนตรีประเภท HipHop มาใช้ในการคลายเครียด

export-wizard-1-copyการฟังเพลงแนวHip Hop มีส่วนช่วยลดภาวะซึมเศร้า และเครียดในเยาวชนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจากHip Hopเป็นสไตล์เพลงที่มีท่อนแร็พซึ่งมักจะบอกเล่าเรื่องราวของชีวิต ปัญหาสังคม และความทะเยอทะยานที่จะก้าวข้ามวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต เพลงHip Hopและเพลงแร็พสร้างสรรค์จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้ในการบำบัดโรคซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่นวัยโจ๋ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ขาดการศึกษา หลงใช้ยาเสพติด การเข้าแก๊งอาชญากรรม และความยากจน รู้สึกว่ายังมีคนอีกมากที่ต้องทนทุกข์กับชะตากรรมเดียวกัน ไม่โทษว่าเป็นความโชคร้ายของตัวเอง แต่เป็นเพราะภาวะทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ฮิปฮอป (Hip Hop) เป็นแนวดนตรีที่เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับวัยรุ่นอเมริกาและทั่วโลก จนถูกยกระดับให้เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีรากฐานการพัฒนามาจากชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และชาวละติน

ปัจจุบันเริ่มมีการนำดนตรีในกระแสอย่างเพลงฮิปฮอปเพื่อรักษาภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วย นอกเหนือจากเยียวยาความรู้สึก บทเพลงยังช่วยให้กิจวัตรประจำวันในที่ทำงานกลายเป็นเรื่องสนุก หากเลือกฟังเพลงที่เหมาะกับประเภทงาน โดยผลสำรวจพบว่าเพลงมีจังหวะสนุกเหมาะกับการทำงานซ้ำซากจำเจ เพราะทำนองสนุกสนานของเพลงช่วยให้รู้สึกว่าทำงานเสร็จเร็วขึ้น ในบางธุรกิจอย่างบริการคอลเซ็นเตอร์หรือระบบโต้ตอบทางโทรศัพท์ เสียงเพลงรอสายส่งผลไม่น้อยต่ออารมณ์ของผู้ใช้บริการ เพราะความเงียบระหว่างรอการตอบรับทางโทรศัพท์ทำให้ลูกค้ามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อองค์กร ดังนั้นจึงควรใช้เพลงรอสายขณะที่ลูกค้ากำลังรอรับการบริการ แม้การฟังเพลงอาจช่วยคลายอารมณ์ได้ก็จริง หากมีคำแนะนำในการเลือกฟังเพลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ว่าควรฟังเพลงช้าและหากเป็นเพลงบรรเลงก็จะยิ่งดีมากเพราะไม่มีเนื้อร้องมารบกวนสมาธิ

ประเภทของกลุ่ม HipHop
1.กลุ่ม MC (Microphone Shaker) คือกลุ่มคนที่ร้องเพลง Rap ตามจังหวะ MC กำเนิดมาจากกลุ่มคนผิวดำที่ร้องเพลงผสานเสียงกันข้างถนนโดยบทเพลงจะเกี่ยวกับสถานสังคมที่เลวร้ายต่อมาเพลง Rap เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นจนกระทั้งกลายเป็น แนวเพลงแนวหนึ่งที่ผู้คนรู้จักกันทั่วโลก
2.กลุ่ม B-Boy (Break Boy) คือบุคคลหรือกลุ่มคนที่เต้นประกอบเพลงโดยนำเอาท่ายิมนาสติกมาผสมกับสเต็บการเต้นทำให้ Breakdance เป็นการเต้นที่มีจุดเด่นมากกว่าการเต้นแบบทั่วไป
3.กลุ่ม DJ (disc jockey) ทำหน้าที่เป็นผู้เปิดแผ่นเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานปาร์ตี้
4.กลุ่ม Graffity คือกลุ่มคนที่พ่นสีบนกำแพงเป็นรูปภาพหรือตัวหนังสือภาษาอังกฤษซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มวัยรุ่นมาก ซึ่งถือได้ว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่สร้างสีสันสวยงามให้กับวงการ HipHop

ขั้นตอนการบำบัดด้วยเสียงดนตรี

การใช้ดนตรีบำบัดไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแต่นักดนตรีบำบัดจะเป็นผู้ออกแบบการบำบัดตามความเหมาะสมของแต่ละคน คือ ประเมินผู้รับการบำบัด–> วางแผนการบำบัด –> ดำเนินการบำบัด ตามลำดับโดยจะเลือกเสียงเพลงให้เหมาะกับปัญหาในแต่ละราย

การใช้เสียงดนตรีก็ยังมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น การเลือกฟังดนตรีเพียงอย่างเดียว หรือเปิดดนตรีร่วมกับการสร้างจินตนาการ ใช้ดนตรีประกอบการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่กระตุ้นเพื่อให้มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย ใช้ดนตรีประกอบการวาดภาพ แกะสลัก งานศิลปะด้านต่างๆ หรือการให้แสดงความสามารถด้านดนตรีด้วยการเล่นดนตรี แบบเล่นเป็นวงหรือเล่นตามลำพัง การร้องคาราโอเกะ เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะนำไปสู่เป้าหมายที่เหมือนกันคือเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความเจ็บปวด การหมกมุ่น ไปสู่กิจกรรมหรือจินตนาการใหม่ๆ ในทางที่สร้างสรรค์ จากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนเปลงจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการบำบัดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจที่จะให้ดนตรีเข้ามาแต่งเต็มสีสันในชีวิตประจำวันแล้วล่ะก็ หลักง่ายๆ คือการเลือกดนตรีที่มีคุณสมบัติบำบัดอาการที่มีอยู่ในลักษณะตรงกันข้าม เช่น ขณะที่อยู่ในภาวะเครียด ตื่นเต้น อาการปวด ทำให้ต้องการสมาธิหรือลดอาการปวด ควรเป็นดนตรีที่มีจังหวะในลักษณะ Minor Mode, Tempo – merato คือความเร็วปานกลางในแนวเพลงคลาสสิก, ระดับเสียงต่ำปานกลาง ตัวอย่างดนตรีประเภทนี้ เช่น ดนตรีของ Kitaro, Enja, Kenny G หรืออาจจะเป็นเพลงที่ระบุว่า Healing Music, Music For Relaxation, Soothing Music หรืออย่าง Green Music ที่เรารู้จักกันดีนั่นล่ะครับ แต่หากอยู่ในภาวะซึมเศร้า เฉี่อยชา ก็ควรเลือกดนตรีที่มีลักษณะเป็น Major Mode ดนตรีเร็ว ระดับเสียงสูง เพื่อกระตุ้นการหายใจ ระดับความดันและการไหลเวียนโลหิต เช่น เพลงในแนวร็อก ชะชะช่า รุมบ้า เพื่อให้เกิดความอยากลุกขึ้นมาทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น หากบำบัดง่ายๆ ด้วยตัวเองแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จอาจลองบำบัดกับนักดนตรีบำบัดโดยตรงก็ได้ครับ ซึ่งปัจจุบันก็มีด้วยกันหลายแห่งเพราะนี่คือหนึ่งในศาสตร์ Harmony of Body and Mind ที่กำลังได้รับความสนใจ

ประโยชน์ของดนตรีในการสร้างสมดุลให้กับชีวิต

ดนตรี สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ใช้ได้ทั้งในวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เพื่อสนองตอบความจำเป็นที่แตกต่างกันไป ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ปัญหาพัฒนาการบกพร่อง โรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง ความพิการทางกาย อาการเจ็บปวด หรือสำหรับคนปกติทั่วไป ก็สามารถใช้ประโยชน์จากดนตรีบำบัดเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด หรือเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ได้ ด้วยเหตุนี้นอกจากเราจะใช้ประโยชน์จากดนตรีเพื่อความสุนทรีย์แล้ว ปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้ประโยชน์ เพื่อการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยและคนทั่วไปมากขึ้น ในศาสตร์ของ ดนตรีบำบัด เพราะพบว่าดนตรีใช้ได้ผลดียิ่งกับโรคทางกายและทางจิตเวช

โดยดนตรีมีองค์ประกอบหลายอย่าง ซึ่งมีคุณสมบัติและประโยชน์แตกต่างกันไป อย่างเช่น

1.จังหวะและลีลา (Rhythm) ช่วยเสริมสร้างสมาธิ และช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย

2.ระดับเสียง (Pitch) เสียงในระดับสูงปานกลาง จะช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบ

3.ความดัง (Volume / Intensity) เสียงเบานุ่มทำให้เกิดความสงบสบายใจ ส่วนเสียงดังทำให้เกิดการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อได้ ความดังที่เหมาะสมจะช่วยสร้างระเบียบในการควบคุมตนเองได้ดี

4.ทำนองเพลง (Melody) ช่วยในการระบายความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวล

5.การประสานเสียง (Harmony) ช่วยในการวัดระดับอารมณ์ความรู้สึกได้ โดยดูจากปฏิทินที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสานต่าง ๆ จากเพลง

ปัจจุบันการรักษาทางเลือก เริ่มมีบทบาทในการช่วยการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยตามโรงพยาบาลต่างๆเริ่มเห็นความสำคัญโดยนำดนตรีและศิลปะบำบัด เข้าไปเป็นส่วนร่วมในการบำบัดรักษามากขึ้น เพื่อสร้างสภาวะสมดุลและ สามารถดำรงอยู่ต่อไปอย่างสบายดี

จะเห็นได้ว่า การบำบัดด้วยดนตรี นอกจากจะทำให้ผู้รับการบำบัดเกิดสมาธิ มีอารมณ์ มีความรู้สึกที่สบายใจแล้ว ยังเบี่ยงเบนความคิดจากเรื่องราวที่เครียดหรือกังวลอยู่ ไปสู่ความคิดใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์และเอื้อประโยชน์ต่อการปรับปรุงตนเองให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น ซึ่งดนตรีมีผลทางด้านจิตใจและสามารถเป็นสื่อเชื่อมโยงอำนาจที่อยู่เหนือจิตใจมนุษย์ ทั้งนี้เพราะดนตรีเป็นศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากสติปัญญา เพื่อตอบสนองอารมณ์และความรู้สึกนั่นเอง ดังนั้น ดนตรีจึงไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่รักษาร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการรักษาอารมณ์และจิตวิญญาณให้ดีขึ้น และมีความสุขมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

การใช้ดนตรีบำบัดในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

การรักษาแบบการแพทย์ทางเลือก เป็นวิธีการรักษาแบบอิสระที่ใช้ได้กว้างขวางร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ดูแลพยาบาลผู้ป่วยได้มีส่วนช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากภาวะต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายมากที่สุด เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวก ง่าย ปลอดภัย และผู้ป่วยก็ยังคงสนับสนุนให้นำมาใช้เพราะมีความรู้สึกดี ซึ่งการนำดนตรีมาใช้รักษาความเจ็บป่วยได้มีมานานแล้ว ซึ่งพบว่าดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์ สามารถนำมาใช้ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ได้ผลดีในเรื่องความเจ็บปวด ลดความวิตกกังวล ความกลัว เพิ่มกำลังการเคลื่อนไหว สร้างแรงจูงใจให้เกิดสติ ความนึกคิด อารมณ์ และจิตใจที่ดี ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง ผ่อนคลาย และเป็นสุขได้ซึ่งจะนิยมใช้ในห้องผ่าตัด ห้องคลอด และห้องผู้ป่วยมะเร็ง สำหรับจุดประสงค์ของการนำดนตรีมาใช้ ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวด ไปสู่ความสุขสบายเพลิดเพลิน โดยเฉพาะจังหวะ ความเร็วและช้า ระดับของเสียงและความดังจะมีอิทธิพล ทำให้เกิดการผ่อนคลายทางร่างกาย จิตใจ อันมีผลทำให้ความวิตกกังวล ความกลัวลดลงและยังสามารถปิดกั้นวงจรของการรับรู้ความเจ็บปวด ทำให้ความเจ็บปวดลดลงได้ นอกจากนี้ดนตรียังเพิ่มแรงจูงใจทำให้อยากเคลื่อนไหว ให้เกิดผลดีในผู้ป่วยโดยเฉพาะจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายมีความสุขสบายมากขึ้น แสดงออกต่อผู้รักษาด้วยดีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมงานผู้รักษาเป็นการปรับสภาพอารมณ์และพฤติกรรมไปในด้านดี ส่งผลให้การรักษาประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

นอกจากการให้ผู้ป่วยฟังดนตรีแล้วยังสามารถให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมดนตรีอื่นๆ ได้ตามความสามารถของแต่ละคน เช่น การเปล่งเสียงร้องตามเพลง เพื่อคลายความเครียด ความวิตกกังวล การเคาะจังหวะ การตบมือ เพื่อสร้างสมาธิ การเล่นดนตรีจะช่วยระบายความรู้สึกทำให้สบายขึ้นหรือการร่วมกิจกรรมดนตรีเป็นกลุ่ม ที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ป่วยและผู้รักษาได้อีกด้วย โดยเฉพาะผู้รักษาควรเรียนรู้วิธีการใช้เสียงพูดที่นุ่มนวล ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการฝึกยิ่งขึ้น

ดังนั้น ดนตรีสามารถช่วยลดความเจ็บปวดได้ถึงจุดหนึ่งและเป็นเวลาชั่วคราว จึงจำเป็นต้องฟังตามอาการเป็นประจำ ซึ่งการฟังเพลงร่วมกับการใช้เทคนิคผ่อนคลายเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมที่ได้ประโยชน์สูงมากและไม่มีพิษภัยและใช้ได้อย่างอิสระอีกด้วย

การหาแรงบันดาลใจในการเขียนเพลง

3615478966_a728dc31f3_o
การแต่งเพลงที่ดีนับว่าเป็นศิลปะชั้นสูงที่ผู้เขียนต้องใช้ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ตลอดจนทัศนคติในแง่มุมต่างๆ โดยกลั่นกรองความคิดนั้นออกมาเป็นถ้อยคำ เป็นเรื่องราว ผ่านตัวอักษรโดยใช้ศิลปะและกลวิธีการใช้ภาษาที่ดีทำให้เกิดงานเขียนที่มีคุณค่า ถ้าผู้เขียนเพลงไม่มีศาสตร์ผลงานที่เขียนออกมาจะไม่สมจริงขาดความน่าเชื่อถือและไม่ต่อเนื่อง คือจะเขียนได้ไม่ต่อเนื่องเขียนได้ไม่มาก จะเขียนได้แค่ตามแต่ที่แรงบันดาลใจมี เมื่อหมดแรงบันดาลใจปลายปากกาก็หยุดการเคลื่อนไหว จากนั้นก็จะจอดอยู่กับที่นั้นเอง แต่ถ้าผู้เขียนไม่มีศิลป์ผลงานที่ออกมา จะไม่งดงามไม่พลิ้วไหวไม่มีความซาบซึ้งถึงอรรถรส ดังนั้นการเขียนเพลงต้องมีทั้งสองอย่างนี้ประกอบกันอยู่

การเขียนเพลงไม่มีสูตรสำเร็จ แต่การเขียนเพลงก็มีวิธีการคิดการเขียนในแต่ละแนวไม่ต่างกันมากนัก สูตรการเขียนเพลงคือการลอกเลียนแบบกันไปกันมาหรือการเอาอย่าง แต่ไม่ได้หมายถึงการก๊อบปี้หรือที่เรียกว่าได้ฟังเพลงเขาแล้วเราเกิดไอเดีย มันก็คือการเลียบแบบ แบบลับนี้เอง ขึ้นอยู่กับว่าจะลอกแบบความคิดของคนอื่นมามากน้อยเพียงใดแล้วแต่ว่าคำ ภาษา หรือเรื่องราวในเพลงจะมาบวกกับจิตนาการของเขาอย่างไร เมื่อเขียนเพลงไปนานๆเข้า งานเขียนจะเกิดเป็นอัตลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีนักเขียนคนใดเกิดมาพร้อมปากกาและสมุดเขียนเพลงได้ไพเราะน่าอัศจรรย์ใจไม่มีเลย นักเขียนทุกคนมีครูมีอาจารย์ อาจจะไม่ใช่ครูในชีวิต แต่อาจเป็นครูในใจ

เทคนิคการแต่งเพลงโดยพื้นฐาน

1.เริ่มจาก melody วิธีนี้เบสิคสุดแต่ว่าไม่ง่ายสำหรับมือใหม่เพราะต้องหาคอร์ดมารองรับเมโลดี้ให้พอเหมาะ วิธีนี้อาจเหมาะสำหรับคนที่เริ่มชำนาญในเครื่องดนตรีของตัวเองแล้ว
2.เริ่มจากเนื้อร้อง วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่คนนิยมใช้กันเพราะว่าจะได้ให้เนื้อหาเป็นจุดนำทางดนตรีไปในทิศทางที่เรื่องราวดำเนินไป
3.Melody + เนื้อร้องพร้อมกัน วิธีนี้สำหรับบางคนอาจไม่ยากและเป็นธรรมชาติกว่า
4.เริ่มจาก Harmony (คอร์ด)
5.Harmony + Melody + เนื้อร้อง หรือ Harmony + Melody ทางที่เรียกได้ว่า รวมหลายๆสกิลไว้ด้วยกัน

วิวัฒนาการของดนตรีที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยในความเจริญ

2

ดนตรีเกิดขึ้นมาในโลกพร้อมๆ กับมนุษย์เรานั่นเอง ในยุคแรกๆ มนุษย์เรายังอาศัยอยู่ในป่าดง ในถ้ำ แม้ในโพรงไม้ก็รู้จักการร้องรำทำเพลงตามธรรมชาติ เช่นรู้จักการปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่า ปาก เป่าเขา เป็นต้น พร้อมกันนั้นก็มีการเปล่งเสียงร้องออกมาตามเรื่อง การร้องรำทำเพลงของมนุษย์ ในยุคนั้นก็ทำไปเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า เพื่อช่วยให้ตนพ้นภัย บันดาลความสุขความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ให้แก่ตน หรือเพื่อเป็นการบูชา แสดงความขอบคุณพระเจ้าที่บันดาลให้ตนมีความสุขความสบาย

โลกได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยดนตรีก็ได้วิวัฒนาการไปตามความเจริญ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เครื่องดนตรีในสมัยเริ่มแรกที่เคยใช้ก็ได้วิวัฒนาการมาเป็นขั้นๆ กลายเป็นเครื่องดนตรี ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เพลงที่เคยร้องเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนาและ เพลงร้องโดยทั่วๆ ไปเป็นต้นในระยะแรกๆ นั้นดนตรีมีอยู่เพียงเสียงเดียวและแนวเดียวเท่านั้นเรียกว่า Melody ไม่มีการประสานเสียง เวลาผ่านไปหลายศตวรรษ จนถึงศตวรรษที่ 12 มนุษย์เราจึงเริ่มรู้จักใช้เสียงต่างๆ มาประสานกันอย่างง่ายๆ เกิดเป็นดนตรีหลายๆ เสียงขึ้นมา

ยุคแรก คือตั้งแต่ ปี ค.ศ.1200-ค.ศ.1650 จะเรียกกันว่า Polyphonic Period ได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ  จนมีต้นแบบฉบับ และมีหลักในการเรียนวิชาดนตรี มีโรงเรียนสอนดนตรี ยุคนี้ก็จะเริ่มมีวงดนตรี เกิดขึ้นมากพอสมควร วงดนตรียุคนี้ส่วนมากจะเล่นในโบสถ์ หรือตามบ้านเจ้านาย โรแมนติก เพลงของยุคนี้เป็นแบบเพ้อฟัน เห็นภาพชัดเจน และไม่มุ่งเน้นถึงแบบแผน กฏเกณฑ์อะไรมากมายนัก นักแต่งเพลงที่สำคัญได้แก่ F.P.Schubert นักแต่งเพลงชาวเยอรมัน ผู้แต่งเพลงที่มีค่าไว้มากมายได้แก่ ซิมโฟนีต่างๆ โซนาตา และเพลงร้องที่ไพเราะมากมาย

F.F.Chopin นักแต่งเพลงเอกชาวโปแลนด์ คนนี้เป็นนักเปียโนเอกที่เก่งมากๆ แต่งเพลงเปียโนที่หวานซึ้งไว้มากมาย เนื่องจากที่เขาเป็นคนรักชาติมาก จึงได้แต่งเพลงที่แฝงสำเนียงโปลเอาไว้ด้วยและเพลงอื่นๆที่ไพเราะของเขาเช่น valses, mazurkas , perlude, fantasia ,etude(เพลงฝึกหัด), nocturn เป็นต้น F.Liszt นักแต่งเพลงเอกชาวฮังกาเรียน ท่านนี้เป็นผู้ที่ให้ความอุปการะแก่นักแต่งเพลงต่างๆมากมาย เช่น ตอนที่โชแปงอบยพมาฝรั่งเศสใหม่ๆท่านก็ได้ทำให้โชแปงแจ้งเกิด และท่านก็เป็นผู้รับรองต่อศาลให้ โรเบิร์ต-คลารา ชูมานน์ ได้แต่งงานกัน และยังเป็นผู้อุปการะวากเนอร์อีกด้วย ท่านได้แต่งเพลงต่างๆไว้มากมายและได้วางรูปแบบเพลงใหม่ๆ เช่น symphonic poem และท่านได้แต่งเพลงที่มีรูปแบบอันเป็นทางของเพลงสมัยใหม่ เพลงที่สำคัญได้แก่ sonatas, nocturns , rhypsody , etude ,valse ,concertos นักแต่งเพลงที่สำคัญอื่นๆ ยังมีอีก เช่น J. Brahms , R.Schumann เป็น

ดนตรีนั้นมีประโยชน์และสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพต่างๆได้อย่างไร

ดนตรีนอกจากจะช่วยทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินอารมณ์ผ่อนคลายความเครียดได้แล้วการให้เด็กได้ใกล้ชิดสัมผัสกับดนตรีตั้งแต่เล็กนั้นจะช่วยพัฒนาศักยภาพ ของเด็กในหลายๆด้าน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ทั้งนี้ดนตรีนั้นมีประโยชน์และสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพต่างๆด้วยกัน คือ1.ช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านบุคลิกภาพและความเป็นตัวตนเหมือนเป็นสื่อกลางที่ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและความเป็นตัวตนให้บุคคลนั้นมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำและกล้าแสดงออกทำให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น 2.ช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านอารมณ์ซึ่งในเพลงแต่ละเพลงนั้นต่างก็มีลักษณะหรือเอกลักษณ์ของดนตรีที่แตกต่างกันออกไป เพลงที่มีทำนองและจังหวะช้าๆทำให้รู้สึกสงบ มีสมาธิและผ่อนคลาย เพลงที่มีทำนองและจังหวะเร็วๆช่วยทำให้อารมณ์ครึกครื้น 3.ช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านสติปัญญา หากมีการใช้ดนตรีตั้งแต่วัยเด็กจะยิ่งเพิ่มศักยภาพของสมองได้มากขึ้นด้วยนอกจากนี้ดนตรียังช่วยทำให้มีการคิดอย่างเป็นระบบและช่วยในเรื่องของความจำด้วย ฉะนั้นการสนับสนุนให้เด็กได้มีกิจกรรมด้านดนตรีควบคู่ไปกับการเรียน ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง ฟังเพลงที่ชอบ เล่นเครื่องดนตรีที่สนใจ สิ่งเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนในวิชาต่างๆเพิ่มสูงขึ้น เพราะว่าดนตรีจะช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างความมีเหตุมีผลกับจินตนาการ ซึ่งจะส่งผลให้การคิดวิเคราะห์ได้ผลดียิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนยอมรับว่าดนตรีมีส่วนสำคัญที่สามารถส่งเสริมความสามารถในการทำงานของสมองได้อย่างดีเยี่ยม พ่อ แม่ ควรจะให้การสนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมดนตรีเพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาด้วย
จะเห็นได้ว่าดนตรีนั้นมีประโยชน์มากมายนอกจากที่กล่าวมานี้ ดนตรียังสามารถนำไปใช้ในสถานพยาบาลหรือหน่อยงานต่างๆ ที่เรียกกัน ว่าคนตรีบำบัด โดยการสร้างเสียงดนตรีและจังหวะเพลงในรูปแบบต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิด

การแสดงความรู้สึกนึกคิด เพิ่มทักษะในการใช้ชีวิต ส่งเสริมทักษะการเข้าสังคม สร้างความคิดสร้างสรรค์ มองเห็นคุณค่าในตัวเองและ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น หรือแม้กระทั้งเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรกเป็นที่นิยมชนิดหนึ่งทำให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และยังเป็นการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความสามารถพิเศษอีกด้วย

การเล่นดนตรีที่นอกจากฝีมือแล้วในปัจจุบันนี้การประชาสัมพันธ์วงตัวเอง

28

การเล่นดนตรีที่นอกจากฝีมือแล้วในปัจจุบันนี้การประชาสัมพันธ์วงตัวเอง จากโลกออนไลด์ก็สำคัญการที่จะทำให้คนรู้จักนั้นหากในกลุ่มนักดนตรีทำกันเพียงไม่กี่คน มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเกิดผลลับได้เร็ว ความคืบหน้าของวงดนตรีเป็นอย่างไร มีช่องทางใดที่จะทำให้คนทั่วไปรู้จักเราในฐานะวงดนตรีงานแต่งงานที่เล่นมาเยอะมาก จนมีการบอกต่อ ผมจึงเน้นเรื่องการทำแฟ้มสะสมผลงานต่างๆที่น่าสนใจตามที่ต่างๆมาเก็บไว้ ซึ่งตอนนี้คลิปใน Youtube ของผมมีคลิปวง iHearband มีคลิปถึง 1500 คลิป โดยใช้ระยะเวลายาวนานมากกว่าจะได้ขนาดนี้

หากเรียกได้ว่าเศษฐกิจตอนนี้จะไม่ค่อยดีนัก ภาวะแบบนี้เสียงเพลงก็ยังมีความต้องการเหมือนเดิม การแสดงสดในงานต่างๆก็ยังมีการแสดงอยู่เรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนครับว่ามันก็ต้องมีการประหยัดงบกันมากกว่าเดิม จากที่เคยใช้วงที่มีขนาดใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเป็นวงดนตรีขนาดกลางหรือไม่ก็ขนาดเล็กไปเลย ในงานเลี้ยง งานแต่งงาน งานมงคลต่างๆ งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ งานเลี้ยงรุ่นของสถาบันต่างๆ ก็เริ่มนิยมใช้วงที่มีขนาดเล็กลง เพราะมันมีประโยชน์หลายอย่างในการจ้างวงดนตรีขนาดเล็กมีดังนี้ ประหยัดพื้นที่บนเวที การติดตั้งเครื่องเสียงง่าย ประหยัดเวลาในการติดตั้ง สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ราคาถูกกว่าวงใหญ่ ควบคุมระบบงานง่าย เป็นวงดนตรีที่ไม่เสียงดังมาก

ในกรณีเป็นงานอีเว้นท์ต่างๆ ออร์แกไนเซอร์เริ่มใช้วงดนตรีที่เล็กลงเพราะประหยัดเวลามาก อีกทั้งควบคุมง่าย ในลำดับพิธีการของงานไม่สะดุด เพราะการเตรียมงานนั้นไม่ยาก ทั้งทางเจ้าภาพของงานก็ต้องการความกระชับของงานในราคาไม่แพง อีกทั้งการดูแลเรื่องของเพลงนั้นก็ไม่ด้อยไปกว่าวงใหญ่เลยวงดนตรีขนาดเล็กที่ว่าคงไม่ใช่กีต้าร์+ร้อง แน่นอนครับเพราะว่ากลุ่มนั้นอยู่ในหมวดอะคูสติก แต่ผมใช้วงแบบประยุกต์คือวงดนตรีแบบ Minigroove หรือ Mingroovy ซึ่งวงแบบนี้ประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงดนตรีขนาดใหญ่ผสมกับเครื่องดนตรีเพอคัสชั่นอะคูสติกจนเราเรียกวงแบบนี้วง Mingroove ซึ่งวงแบบนี้รวมกันไม่เกิน 3 ชิ้น เราเอามารวมกันจนเกิดเป็นเพลงได้ ซึ่งวงแบบนี้จำแนกเครื่องดนตรีเป็นได้หลายรูปแบบมาก

ดนตรีเป็นส่วนสำคัญของชีวิตแม้แต่ทารกที่อยู่ในครรภ์ก็ยังชอบฟังดนตรี

28

สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มานานจนกลายเป็นวัฒนธรรมของแต่ ละเชื้อชาติ สิ่งนั้นก็คือ ‘ดนตรี’  มีการประพันธ์บทเพลง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ และนำเครื่องดนตรีมาบรรเลงเพื่อความไพเราะ ดนตรีจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้บำบัดโรค หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วดนตรีสามารถบำบัดโรคได้หรือไม่ดนตรีมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดโดยแม่จะร้อง เพลงกล่อมลูก ครั้นเมื่อถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก็มีการใช้ดนตรีในพิธีกรรมต่างๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับมนุษย์ได้มีมานานแล้ว ในปัจจุบันวงการแพยท์ก็ได้มีการนำดนตรีมากระตุ้นการทำงานของสมอง และระบบทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบการหายใจ โดยการใช้วิธีเปล่งเสียงช่วย ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ในประเทศไทย ได้มีมากว่า 20ปีแล้ว การใช้ดนตรีเพื่อบำบัดจิตใจหรือร่างกายนั้น ผู้รักษาจะต้องเป็นแพยท์หรือนักจิตวิทยาบำบัดเท่านั้น

ดนตรีเป็นส่วนสำคัญของชีวิตแม้แต่ทารกที่อยู่ในครรภ์ก็ยังชอบฟังดนตรี อ.ดุษฏี พนมยงค์ บุญทัศนกุล อธิบายว่า นี่เป็นหลักทางวิทยาศาสตร์ และเป็นหลักการแพทย์ ซึ่งแพทย์ในต่างประเทศได้พิสูจน์ว่าทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดา สามารถได้ยินเสียงจากภายนอกครรภ์ได้ โดยทารกจะฟังความเคลื่อนไหว ของอวัยวะภายในครรภ์มารดา ในประเทศตะวันตกแพทย์ได้นำหลักการนี้มาใช้ โดยให้ทารกฟังดนตรีตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพื่อทำให้ทารกมีเซลล์สมองเพิ่มมากขึ้น และทำให้บริเวณระหว่างเชลล์มีเครื่อข่ายที่เชื่อมโยงกัน เมื่อเด็กฟังดนตรีที่มีคุณภาพ เซลล์สมองของเขาจะเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง แล้วเครื่อข่ายที่โยงใยระหว่างเซลล์ต่อเซลล์ก็จะมีมากขึ้น เหล่านี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ตรรกะ’ หรือเหตุและผล เมื่อเด็กมีตรรกะตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาดังนั้นเมื่อเขาคลอดออกมาเขาก็จะมี จิตใจที่แจ่มใสและร่าเริง อย่างไรก็ตามดนตรีก็ต้องเลือกฟังเพราะถ้านำดนตรีบางประเภทมาให้เด็กฟังอาจทำ ให้เกิดความไม่สงบ เมื่อเด็กเกิดมาเขาอาจจะเป็นเด็กก้าวร้าวซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักการ ทางวิทยาศาสตร์ TIPS เสียง ดนตรีเสียงแรกของลูก คือ เสียงหัวใจของแม่ โดยรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสของผิวหนังและการรับคลื่นเสียงที่ส่งผ่านมดลูกไป ยังน้ำคร่ำ รวมทั้งเวลาที่แม่พูด ร้องเพลง ฟังเพลงแบบเบาๆ สบายๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของลูก

ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอิทธิพลของการสื่อสารมวลชนและดนตรีในสังคมสมัยใหม่

ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและอิทธิพลของการสื่อสารมวลชนในสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสื่อดิจิตอล ส่งผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรมในทุกๆ ด้านวัฒนธรรมมวลชน (Mass Culture) ซึ่งเป็นเรื่องของสื่อ การตลาด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่มีลักษณะเป็นมาตรฐาน (Standardization) และการผลิตซ้ำ (Reproduction) จำนวนมากๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่ เรียกว่า “อุตสาหกรรมสร้างวัฒนธรรม”

ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของดนตรีในประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากสื่อสารมวลชนในหลากหลายรูปแบบ ดังจะพบเห็นได้จากปรากฎการณ์ดนตรีที่เกิดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่อสารมวลชนเข้ากับการทำงานดนตรีในรูปแบบต่างๆ เช่น การนำเทคโนโลยีสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อการเรียนรู้ดนตรี หรือการบันทึกดนตรีเพื่ออนุรักษ์ไว้ในรูปแบบของวัฒนธรรมลายลักษณ์ หรือการใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่ออิเล็คโทรนิค เพื่อเพิ่มช่องทางการสื่อสาร (Channel) ดนตรี จากเดิมที่ผู้เล่น (นักดนตรีหรือผู้ประพันธ์ดนตรี) จะสื่อสารกับผู้ฟัง (ผู้ฟังและผู้ชม) โดยตรง เป็นดนตรีที่ผู้เล่นสื่อสารกับผู้ฟังผ่านระบบสื่อสารมวลชน (Mass Mediated Music Phenomenon) ซึ่งวัฒนธรรมดนตรีผ่านสื่อสารมวลชนนี้ ได้ทำให้ดนตรีมิใช่เป็นเพียงดนตรีของผู้เล่น หรือของปัจเจกชน (Private) อีกต่อไป แต่ดนตรีกลายเป็นวัฒนธรรมของมวลชนที่เป็นสาธารณะ (Public) และสร้างปรากฎการณ์ดนตรีที่เรียกว่า ดนตรีของมวลชน (Pop Music) ในรูปแบบต่างๆ กันออกไป

นอกจากนี้ เทคโนโลยีของสื่อสารมวลชนดังกล่าว ยังได้ก่อให้เกิดระบบทางวัฒนธรรมดนตรีที่สำคัญอีกประการหนึ่งได้แก่ “อุตสาหกรรมดนตรี” เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับดนตรีหรือใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการทำธุรกิจ ดนตรีในอุตสาหกรรมดนตรีนั้น จะบันทึกดนตรีเก็บไว้ในสื่อ (Media) ประเภทต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ แผ่นเสียง คาสเซ็ตเทป ซีดี วีซีดี ฯลฯ และสื่อดนตรีเหล่านี้ก็จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านการอนุรักษ์ เผยแพร่ บันเทิง หรือธุรกิจดนตรีอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การถ่ายทอดสด/บันทึกการแสดงดนตรีเพื่อเผยแพร่ในรายการบันเทิงทางโทรทัศน์ การบันทึกดนตรีพื้นบ้านลงคาสเซ็ตเทปเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การบันทึกและใช้แผ่นเสียงดนตรีในรายการเพลงทางวิทยุ หรือแม้แต่การสร้าง/บันทึกทำนองเพลงต่างๆ ลงสื่อดิจิตอลที่เรียกว่า ริงโทน (Ring tone) เพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมไทยปัจจุบัน เป็นต้น รวมไปถึง การใช้ประโยชน์จากการหลอมรวมของสื่อ (Convergence Media) ที่สามารถเชื่อมโยงสื่อต่างๆ เข้าด้วยกัน สร้างให้เกิดปรากฎการณ์ดนตรีในสังคมใหม่ ได้แก่ ดนตรีในอินเตอร์เน็ต ในเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งพบว่ามีทั้งการนำเสนอโน้ตดนตรีที่สามารถพิมพ์ออกมาในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ได้ สามารถฟังดนตรีทางวิทยุหรือชมการแสดงดนตรีทางโทรทัศน์บนอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงการสร้าง, อัพโหลด และดาวน์โหลดเพลง และริงโทนแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ใช้ ซึ่งผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถเลือกทำทุกอย่างหรือเลือกรับสาระทางดนตรีในสิ่งที่ต้องการได้ การหลอมรวมของดนตรีในสื่ออินเตอร์เน็ตดังกล่าว ทำให้ผู้ฟังดนตรีมีพื้นที่ที่สามารถจะเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ฟังดนตรี สร้างดนตรีด้วยตนเองได้ สื่อสารดนตรีกับผู้อื่นได้ทั่วโลก จากอำนาจของการสื่อสารมวลชนที่มีต่อดนตรีดังกล่าว ทำให้ดนตรีเป็นทั้งศิลปะที่มีคุณค่า และเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดเนื้อหาสาระ (Media Agenda) ของสื่อดนตรีที่ต้องการเผยแพร่

อาจกล่าวได้ว่า ความเจริญก้าวหน้าและเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบและเนื้อหาสาระ (Massage) ของดนตรีในสังคมไทยปัจจุบัน สื่อสารมวลชนทำให้ดนตรีมีการเคลื่อนย้ายฐานความรู้ ช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ดนตรี เพิ่มช่องทางการเผยแพร่ดนตรี (Channel) สู่ผู้ฟังมากขึ้น ขณะเดียวกันข้อจำกัด ข้อดี และข้อเสียของสื่อแต่ละประเภทก็เป็นปัจจัยสาเหตุสำคัญในการกำหนดทิศทาง รูปแบบและเนื้อหาของดนตรี วัฒนธรรมดนตรีผ่านสื่อที่ถูกผลิตซ้ำ (re-production) ถูกใช้เพื่อสร้างกระแส และเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางดนตรีในสังคม รวมไปถึงสุนทรียะของทั้งผู้เล่น (Sender) และผู้รับ (Receiver) สิ่งเหล่านี้ทำให้ดนตรีในสังคมไทยช่วง 50 ปีที่ผ่านมาถูกบันทึกและได้รับการเผยแพร่ในสังคมในรูปแบบที่หลากหลาย เกิดเป็นพัฒนาการของวัฒนธรรมดนตรี และสังคมคนดนตรีรูปแบบต่างๆ มากมาย อาทิ ดนตรีประกอบรายการโทรทัศน์ ดนตรีสำหรับงานโฆษณา มิวสิควิดีโอ ดนตรีประกอบภาพยนตร์ ดนตรีธุรกิจ หรือดนตรีออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ฟังดนตรีที่จะเลือกรับหรือไม่รับ โดยสามารถฟัง อ่าน หรือชมดนตรีผ่านสื่อสารมวลชนในหลากหลายรูปแบบ

นวัตกรรมเทคโนโลยีทางดนตรีที่รวมเอาความทันสมัยของยุคดิจิตอลเข้ามาเกี่ยวข้อง

ก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่แม้แต่การกินอยู่อาศัยมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่ายุคอื่น ๆ หลายคนคงกังวลเรื่องโลกแตกโลกสลาย บางคนคิดว่าถ้าโลกแตกจะต้องทำอย่างไร แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครให้ความเห็นที่ว่า ถ้าโลกยังอยู่จะทำอย่างไรมากกว่า แทนที่จะคอยกังวลว่าจะจบสิ้น แล้วถ้ายังไม่จบจะใช้ชีวิตอย่างไรเนี่ยล่ะ ที่คิดว่าสำคัญไม่แพ้กัน แม้แต่เรื่องราวของเทคโนโลยีที่นับวันความก้าวหน้าจะมีมากขึ้นแทรกซึมทุกหัวระแหงของการใช้ชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของ ดนตรี ที่หลายคนมีแนวคิดเกี่ยวกับงานดนตรีที่รวมเอาความทันสมัยของยุคดิจิตอลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สร้างสรรค์และผลิตผลงานออกมาสร้างทางเลือกของการเล่น ฟัง ในแบบที่แปลกแตกต่างออกไป จากเมื่อหลายร้อยปีก่อน ความน่าสนใจอยู่ที่การผสมผสมผสานความชำนาญด้านดนตรีกับเครื่องเล่นยุคใหม่ที่ให้เสียงและสำเนียงล้ำยุคไปอย่างมาก ตลอดจนถึงรูปร่างน่าตาก็แปลกตา น่าสนใจไปอีกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเป่า เครื่องสาย คีย์บอร์ด เปียโนและกลอง ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากไอเดียความคิดของศิลปิน พร้อมๆ กับวิศวกรรมอันทันสมัย ต่างประเทศมีความตื่นตัวต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีแนวนี้อย่างมาก ซึ่งนั่นสะท้อนถึงความนิยมและบริโภคเสียงดนตรีผ่านทั้งเครื่องดนตรีในแบบดั้งเดิมและเพิ่มสีสันให้สดใสสมัยใหม่ลงไปด้วย

หากว่าบ้านเราจะเอาอย่างบ้างก็คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อย ถือซะว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานแนวใหม่ทั้งยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ รุ่นใหม่ให้สนุกและสนใจในเรื่องดนตรีและวิศวกรรมไปพร้อม ๆ กัน ในความคิดเห็นก็เป็นทางเลือกมากกว่าการให้เด็ก ๆ เล่นแต่เกม เด็กจะได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น เด็กที่บ้าเกมก็จะได้ไม่มากขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ ยังคงมีที่ยืนสำหรับเด็กที่เล่นดนตรี ที่ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ไม่แน่อาจจะทำให้เด็กที่ติดเกมหันมาสนใจดนตรีสมัยใหม่ก็เป็นได้

เทคโนโลยีที่กำลังนำเสนอนี้เป็นการรวมเอาไฟล์เสียงดนตรีสังเคราะห์ที่เกิดขึ้นจากตัวประมวลผลด้านคอมพิวเตอร์ ที่ตั้งโปรแกรมให้สามารถเปล่งเสียงที่เลียนแบบเสียงดนตรีธรรมชาติ พร้อม ๆ กับเพิ่มฟังก์ชั่นปรับเปลี่ยนความถี่เสียงให้ขึ้นลงตามความต้องการ ออกแบบให้แปลกตาผสานเข้ากับตัวนักดนตรีผู้เล่นให้เกิดความแปลกแหวกแนวทางเดิม ๆ ไปอย่างน่าสนใจ

ไฟล์เสียงสังเคราะห์นี้เกิดขึ้นมานานแล้วพร้อม ๆ กับเครื่องดนตรีไฟฟ้าอย่างกีตาร์ไฟฟ้าและคีย์บอร์ด พัฒนาและแปรรูปให้อยู่ในหน่วยความจำ อย่างฮาร์ดดิสก์หรือเมมโมรีขนาดเล็กที่เรียกว่า SD การ์ดหรือแบบอื่น ๆ ที่สามารถเก็บความจุได้สูง พร้อมที่จะเรียกมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้ และอีกส่วนสำคัญที่จะลืมไม่ได้นั้นคือหน่วยประมวลผลหรือสมองกล ที่ค่อยจัดการความเรียบร้อยให้เร็วและตอบสนองอย่างทันท่วงที หรือที่ภาษาเอ็นจิเนียร์ เรียกว่า Real Time นั้นเอง เอาเป็นว่ายุคนี้ใครที่ชอบดนตรี สนใจเทคโนโลยีก็มีทางเลือกให้สนุกเพิ่มขึ้นอีกมาก อย่างไรก็ตามพื้นฐานของดนตรีก็ยังคงต้องเรียนรู้ในแบบดั้งเดิม สร้างให้เข้มแข็งแล้วค่อยสร้างสรรค์กันต่อไป

 

บทบาทของดนตรีในการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตของคนไทยตลอดชีวิต


ดนตรีเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้น และได้เป็นเพื่อนทางจิตใจของมนุษย์มาช้านานแล้ว คำถามที่ว่าศิลปะแขนงนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด ไม่มีผู้ใดสามารถให้คำตอบได้ แต่ว่าอาศัยหลักฐานและข้ออิงทางมานุษยวิทยาแล้วก็จะกล่าวได้ว่า ดนตรีเริ่มมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นานนักหนาแล้ว  มีหลักฐานว่าอารยธรรมของดนตรีในซีกโลกตะวันออกนั้น เกิดขึ้นมาก่อนดนตรีในซีกโลกตะวันตก ประมาณ 2,000 ปี สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้นครั้งแรก คือ “ความหวาดกลัว” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าการเกิดกลางวันหรือกลางคืน การผลัดเปลี่ยนของฤดูกาล ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฝนตก น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงและความกังวลใจให้แก่มนุษย์ในยุคนั้นเป็นอันมาก พวกเขามีความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้มีทั้งพระเจ้าที่ดีและร้ายอยู่ในตัว

ดนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวนของมนุษย์ โดยไม่จำกัดเพศ วัย ระดับการศึกษา หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ดนตรีสำหรับบางคนอาจมีวัตถุประสงค์ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เพื่อความซาบซึ้งไปกับอารมณ์ของบทเพลง บางคนต้องการฝึกฝนอย่างจริงจังเพื่อเป็นนักร้อง นักดนตรี ฯลฯ การมีประสบการณ์ทางดนตรีในลักษณะต่างๆ แต่ละคนจึงมีมุมมองเกี่ยวกับดนตรีในมิติที่แตกต่างกัน อาทิเช่น มิติที่เป็นรูปแบบของศิลปะวัฒนธรรม มิติที่เป็นรูปแบบของความคิดและจินตนาการ มิติที่เป็นรูปแบบของนันทนาการและการบันเทิง มิติที่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง มิติที่เป็นหลักสูตรการศึกษา มิติที่เป็นสุนทรียภาพ มิติที่เป็นสื่อธุรกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัยในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ผ่านมาสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับชีวิตได้ชัดเจนมากขึ้น มุมมองเกี่ยวกับดนตรีในมิติที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต จึงกำลังเป็นที่สนใจ มีการขยายผล นำไปประยุกต์ใช้ และค้นคว้าทดลองอย่างจริงจังในปัจจุบัน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับชีวิตมีประเด็นการศึกษา

การดำเนินชีวิตของคนไทยตลอดชีวิต ต้องมีดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ทั้งนี้เป็นไปตามความเชื่อและวัฒนธรรมหรือวิถีไทย ดนตรีจะมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความสุข ความสนุกสนาน เพื่อให้คลายจากความกลัว ความกังวน ความเหน็ดเหนื่อย หรือความทุกข์ทั้งหลาย ดนตรีนับว่ามีคุณค่าต่อมนุษย์อย่างมากมาย ดนตรีมีบทบาทในชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย โดยเฉพาะคนไทยถ้าได้ยินเสียงดนตรีที่ไหนก็ตาม หมายความว่าที่แห่งนั้นจะต้องมีงานมหรสพ ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานกุศล งานฉลองต่าง ๆ หรืองานศพ เช่น พอเด็กเกิดมาก็จะมีการทำขวัญเดือน โกนผมไฟ ซึ่งถือว่าเป็นพิธีมงคลแก่ชีวิตเด็ก ซึ่งผู้ใหญ่ต้องเป็นฝ่ายทำให้ และเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก็มีการโกนจุกซึ่งแสดงว่าเด็กเข้าสู่วัยที่โตแล้ว ในช่วงชีวิตต่อไปก็คือ การอุปสมบทของชายก็มีการทำขวัญนาค นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกหลายงาน อาทิเช่น การแต่งงาน การฉลองอายุ ฉลองครบรอบแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ล้วนแต่ใช้ดนตรีประกอบทั้งสิ้น เป็นการแสดงให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริง มองดูศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจะเห็นว่าการดำเนินชีวิตของคนไทยจะมีความสัมพันธ์กับดนตรีมาตลอด

R&B หรือ ริทึ่ม แอนด์ บลูส์ ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

R&B แนวเพลงที่ได้รับความนิยมในฝั่งตะวันตก แนวเพลงใหม่นี้มีองค์ประกอบของดนตรีโซล ฟังก์ แดนซ์ และตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมาหลังการเกิดของเพลงนิวแจ็กสวิงที่เป็นเพลงR&B ฮิปฮอป คำย่อ อาร์แอนด์บี โดยมากมักจะมีความหมายความหมายรวมทั้งหมดของริทึมแอนด์บลูส์ ถึงแม้ว่าบางแหล่งจะอ้างว่าหมายถึงเพลงแนวเออเบินคอนเทมโพแรรี

เพลงR&B ร่วมสมัยเป็นงานเพลงที่ลื่นไหล มีจังหวะดรัมแมชชีนเป็นเบื้องหลัง ในบางครั้งใช้จังหวะแซกโซโฟนร้อยเข้ากับจังหวะให้ได้ความรู้สึกแบบแจ๊ซ และดูนุ่มนวล การเรียบเรียงเสียงร้องอย่างโอ่อ่า ใช้จังหวะที่ได้รับอิทธิพลจากเพลงฮิปฮอป ถึงแม้ว่าความกระด้างที่เป็นลักษณะทั่วไปของฮิปฮอปจะมีอยู่แต่ก็ลบและทำให้ดูนุ่มนวลลงในเพลง R&B ร่วมสมัย นักร้องแนวอาร์แอนด์บีมักใช้เทคนิคที่เรียกว่าเมลิสม่า

R&B มีที่มาก่อน ร็อก แอนด์ โรลล์ ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงแนวแจ๊ส,จัมพ์บลูส์ และ แบล็กกอสเปล มีนักดนตรีแจ๊สหลายคนที่บันทึกเสียงทั้งเพลงแจ๊ส และ R&B เช่น วงสวิงแบนด์ของ Jay McShann, Tiny Bradshaw และ Johnny Otis เป็นต้น และโดยส่วนมาก นักดนตรีในสตูดิโอที่ทำเพลงR&B จะเป็นนักดนตรีแจ๊ส ในช่วงยุค 1950 ถือเป็นยุคคลาสสิกR&B มีการผสมแนวเพลงเข้าด้วยกันไม่ว่าจะเป็น แจ๊ส และ ร็อก แอนด์ โรลล์ เพลงแนวอาร์แอนด์บีถูกพัฒนาไปที่ต่างๆ เช่นในรัฐนิวออร์ลีนส์ มีการใช้เปียโนในเพลง และเพลง ร็อก แอนด์ โรลล์ ในรูปแบบของR&B ที่เป็นที่รู้จักเพลงแรกๆ เช่น “Rocket 88″ และ “Shake, Rattle and Roll” ที่ขึ้นชาร์ททั้ง ป็อปชาร์ทและR&Bชาร์ท

R&B ได้เข้ามาทำการตลาดดนตรีคนผิวดำโดย ภายใต้ชื่อ Blues and Rhythm คำนี้ถูกกลับคำ โดยเว็กซ์เลอร์ ค่าย Atlantic Records ซึ่งเป็นผู้นำเพลงแนวR&Bในยุคแรกๆ ในปีช่วงยุค 1970 ริทึ่ม แอนด์ บลูส์ ได้ครอบคลุมนิยามกับแนว โซล (Soul)และ ฟังก์ (Funk) ในปัจจุบันนิยมเรียกอาร์แอนด์บี มากกว่าคำว่า ริทึ่ม แอนด์ บลูส์ ในช่วงกลางยุค 1970 คนผิวสีทำเพลงในแนวดิสโก้ ถือเป็นปรากฏการณ์ในสังคม เพลงแนวดิสโก้ได้รับความนิยมอย่างมาก พอช่วงยุค 80 เพลงดิสโก้ก็หายไป กลายเป็นเพลงช้าๆ ฟังสบายๆ ที่เรียกว่า quiet storm จนกระทั่งในปัจจุบันอาร์แอนด์บีได้เพิ่มแนวฮิปฮอป และ แร็ปอีก ซึ่งได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

เพลงเพื่อชีวิตสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ถูกดขี่ข่มเหง

บทเพลงมีคุณค่าต่อการรับรู้ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

เพลงจึงเป็นสื่อสำคัญตั้งแต่อดีตกาลมาจนปัจจุบัน โดยเฉพาะปัจจุบันเพลงเป็นสื่อในการโฆษณาชวนเชื่อที่มีประสิทธิภาพ ทั้งปลุกระดมให้ผู้ฟังเชื่อ เช่น การโฆษณาสินค้า การปลุกใจให้รักชาติ รักสถาบันการศึกษา  แสดงความเป็นหมู่คณะพวกเดียวกัน เป็นต้น เพลงที่มีคุณค่าหรือมีบทบาทต่อคนฟังได้มากนั้นน่าจะเป็นเพลงที่มีจุดสำคัญในรูปแบบหรือโครงสร้างของเพลงหลักคือ จังหวะและท่วงทำนอง เพราะโสตประสาทของคนเราจะสามารถรับรู้เสียงดนตรีได้เป็นอันดับแรก

ในช่วงทศวรรษ 2490 ความตื่นตัวของวงการเพลงที่มีสถานีวิทยุและธุรกิจแผ่นเสียงเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้รูปแบบและเนื้อหาเพลงเพื่อชีวิตพัฒนาไปในทิศทางที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นมวลชนมีการรับรู้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้นจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นช่วงที่เพลงชีวิตซบเซาถึงขีดสุด ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 โดยนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยท่ามกลางความมืดมิดในยุคเผด็จการครองเมืองก่อน 14 ตุลา2516 ณ ห้วงเวลานั้นจิตรภูมิศักดิ์เขียนบทความที่เสนอแนวคิดเรื่องศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะเพื่อประชาชนขึ้นมาและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวเพลงใหม่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลานั่นก็คือ เพลงเพื่อชีวิต กล่าวได้ว่าเพลงเพื่อชีวิตคือเพชรเม็ดงามทางด้านวัฒนธรรมอันเกิดจากเหตุการณ์14 ตุลา2516

สมัยนั้นวงดนตรีเพื่อชีวิตวงแรกที่สร้างความประทับใจให้แก่คนรุ่นนั้นเป็นอย่างมาก คือวงดนตรีคาราวาน ถือได้ว่าเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอดีต วงดนตรีคาราวานเป็นจุดเริ่มต้นการขยายตัวของดนตรีเพื่อชีวิต ได้มีการสร้างสรรค์ผลงานเพลงมากมาย โดยการเข้าร่วมกับขบวนการนักศึกษา ความโด่งดัง และความสามารถในเชิงดนตรีของพวกเขาส่งผลให้บทเพลงเพื่อชีวิตสามารถเปิดการแสดงร่วมกับวงดนตรีในเชิงธุรกิจได้ ผลงานชุดแรกของวงคาราวานมีชื่อว่า “คนกับควาย” ซึ่งปัจจุบันนี้หาฟังต้นฉบับจริงๆที่บันทึกเสียงไว้ในยุคนั้นได้ยากมาก มีเนื้อหาสาระสะท้อนความทุกข์ยากของชาวนา

หลังจากการต่อสู้ เพลงเพื่อชีวิตก็เข้าสู่ความเฟื่องฟู

และทำให้สารที่เคยสื่อออกไปไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนมันวงแคบอยู่แค่ประชาชนหรือนักศึกษาที่เข้าใจการเมืองมากหน่อย แต่พอมาเป็นการขายในวงกว้างก็พูดถึงวิถีชีวิตของคนทั่วไป ความไม่พอใจของสังคมบางส่วนที่พูดแล้วคนส่วนรวมเข้าใจ ในขณะเดียวกันมันกมีความบันเทิงอยูในนั้น เน้นจังหวะ เน้นท่อนฮุคที่จำได้หน่อยเน้นวิธีแบบโปสเตอร์ ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย เพลงเพื่อชีวิตสร้างแรงบันดาลใจและกำลังใจให้กับผู้ที่ถูกดขี่ข่มเหงเรื่อยมา กระตุ้นให้หลายคนลุกขึ้นมาต่อต้านความไม่ชอบธรรม ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมที่แหลกเหลว ให้กับเป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความสุข และความเสมอภาค แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป เพลงเพื่อชีวิตที่เคยแพร่หลายในยุคหนึ่งกลับเหลือเพียงพื้นที่แคบๆ เป็นกับแกล้มชั้นดีในวงเหล้า